ขอกู้เงินทำธุรกิจอย่างไรไม่ให้กระทบกระแสเงินสด สำหรับเจ้าของธุรกิจ การกู้เงินไม่ใช่เรื่องผิด หากเงินก้อนนั้นถูกนำไปใช้ถูกจังหวะ ตรงวัตถุประสงค์ และช่วยให้ธุรกิจเดินต่อ เติบโตได้จริง แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ การกู้เงินโดยไม่ประเมินกระแสเงินสดให้รอบคอบ เพราะแม้ธุรกิจจะมียอดขายดี แต่ถ้ารายรับเข้าช้ากว่ารายจ่าย หรือมีค่างวดสูงเกินกำลัง ธุรกิจก็อาจขาดสภาพคล่องได้
ขอกู้เงินทำธุรกิจอย่างไรไม่ให้กระทบกระแสเงินสด สำหรับเจ้าของธุรกิจ การกู้เงินไม่ใช่เรื่องผิด หากเงินก้อนนั้นถูกนำไปใช้ถูกจังหวะ ตรงวัตถุประสงค์ และช่วยให้ธุรกิจเดินต่อ เติบโตได้จริง แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ การกู้เงินโดยไม่ประเมินกระแสเงินสดให้รอบคอบ เพราะแม้ธุรกิจจะมียอดขายดี แต่ถ้ารายรับเข้าช้ากว่ารายจ่าย หรือมีค่างวดสูงเกินกำลัง ธุรกิจก็อาจขาดสภาพคล่องได้
กระแสเงินสดคืออะไร และสำคัญต่อธุรกิจอย่างไร
อย่างที่ทราบกันดีว่า กระแสเงินสด คือ เงินสดที่ไหลเข้าและไหลออกจากธุรกิจในแต่ละช่วงเวลา เช่น รายได้จากการขายสินค้า ค่าบริการ เงินที่ลูกค้าชำระเข้ามา รวมถึงเงินที่ธุรกิจต้องจ่ายออกไป เช่น ค่าสินค้า ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงพนักงาน ค่าเช่า ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าผ่อนชำระหนี้ และค่าใช้จ่ายประจำอื่น ๆ
พูดง่าย ๆ คือ กระแสเงินสดช่วยบอกว่า ธุรกิจมีเงินสดเพียงพอสำหรับใช้จ่ายและดำเนินกิจการต่อหรือไม่
ธุรกิจอาจมียอดขายดี หรือมีกำไรในทางบัญชี แต่ถ้าเงินสดยังเข้ามาไม่ทันเวลา เช่น ลูกค้าจ่ายเงินช้า หรือขอยืดเครดิตเทอมออกไป แต่ธุรกิจเราถึงกำหนดต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง หรือค่างวดสินเชื่อแล้ว ก็อาจทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องได้
ดังนั้น กระแสเงินสดจึงสำคัญมาก เพราะเป็นตัวสะท้อน “สุขภาพทางการเงินระยะสั้นของธุรกิจ” หากบริหารกระแสเงินสดได้ดี ธุรกิจก็จะมีเงินเพียงพอสำหรับหมุนเวียนกิจการ และสำรองไว้รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด และวางแผนเติบโตได้อย่างมั่นคง
ดังนั้น ก่อนกู้เงินทำธุรกิจ เจ้าของกิจการควรมองให้ไกลกว่า “ได้เงินเท่าไร” แต่ควรถามตัวเองให้ชัดว่า “เงินก้อนนี้จะช่วยให้ธุรกิจสร้างรายได้หรือบริหารต้นทุน และกระแสเงินสดได้ดีขึ้นจริงหรือไม่”
5 สัญญาณเตือน ธุรกิจเริ่มขาดสภาพคล่อง
- ยอดขายมี แต่เงินสดไม่พอจ่าย
- ต้องเลื่อนจ่ายคู่ค้าหรือค่าแรงบ่อยขึ้น
- ใช้เงินกู้ระยะสั้นมาหมุนซ้ำ ๆ
- ค่างวดรวมสูงเกินกำไรต่อเดือน
- ไม่มีเงินสำรองเมื่อยอดขายลดลง
และเราจะรู้ได้ยังไงว่า การกู้สินเชื่อมาต่อทุนธุรกิจจะไม่กระทบกระแสเงินสด ให้พิจารณาจากหัวข้อดังนี้
1.เริ่มจากรู้ก่อนว่า ธุรกิจต้องการเงินไปใช้เรื่องอะไร
ก่อนขอสินเชื่อ เจ้าของธุรกิจควรแยกให้ชัดว่าเงินที่ต้องการกู้จะนำไปใช้เพื่ออะไร เพราะวัตถุประสงค์ของเงินกู้จะส่งผลต่อวงเงิน ระยะเวลาผ่อน และความสามารถในการคืนเงิน
ตัวอย่างวัตถุประสงค์ที่ควรแยกให้ชัด ได้แก่ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน, ซื้อสินค้า วัตถุดิบ หรือเพิ่มสต๊อก ขยายสาขา ปรับปรุงซ่อมแซมร้าน สำนักงาน หรือซื้ออุปกรณ์, รีไฟแนนซ์หนี้เดิม รวมหนี้หลายก้อนให้บริหารง่ายขึ้น ไถ่ถอนทรัพย์จากภาระเดิม
หากกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่มีแผนใช้เงินชัดเจน อาจทำให้เงินกู้หมดเร็ว แต่ภาระค่างวดยังอยู่ต่อในระยะยาว
คำนวณกระแสเงินสดก่อนคำนวณวงเงินกู้
หลายธุรกิจเริ่มจากการถามว่า “กู้ได้สูงสุดเท่าไร” แต่คำถามที่ควรถามก่อนคือ “ธุรกิจจ่ายค่างวดไหวเท่าไร”เจ้าของธุรกิจควรดูตัวเลขพื้นฐานเหล่านี้ก่อนตัดสินใจกู้
- รายรับเฉลี่ยต่อเดือน
- ต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายประจำ
- กำไรสุทธิต่อเดือน
- ภาระหนี้เดิมทั้งหมด
- เงินสดสำรองในธุรกิจ
- รอบการรับเงินจากลูกค้า
- รอบการจ่ายเงินให้คู่ค้า
หากธุรกิจมีกำไรเดือนละ 200,000 บาท แต่มีค่าใช้จ่ายประจำสูงและมีหนี้เดิมหลายก้อน การกู้เงินเพิ่มก้อนใหญ่ จะส่งผลให้เพิ่มภาระค่างวดต่อเดือนมากเกินไป อาจทำให้กระแสเงินสดตึง หรือขาดสภาพคล่องทันที แม้ว่ายอดขายจะยังดูดีอยู่ก็ตาม
อย่าใช้เงินกู้ระยะยาวผิดวัตถุประสงค์
เงินกู้แต่ละประเภทควรเหมาะกับเป้าหมายการใช้เงินที่แตกต่างกัน เช่น หากต้องการเงินเพื่อซื้อเครื่องจักร ใช้เงินทุนปรับปรุงร้าน หรือขยายกิจการที่ใช้ประโยชน์ได้นาน การใช้สินเชื่อระยะยาวอาจเหมาะสมกว่า เพราะช่วยกระจายภาระค่างวดออกไปตามระยะเวลาที่ธุรกิจได้รับประโยชน์จากการลงทุนนั้น
แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายระยะสั้น เช่น จ่ายค่าใช้จ่ายชั่วคราวหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างรายได้กลับมา ควรระวังการนำหนี้ระยะยาวมาใช้ เพราะอาจทำให้ธุรกิจต้องแบกรับภาระต่อเนื่อง ทั้งที่เงินก้อนนั้นไม่ได้สร้างมูลค่าในระยะยาว
หลักคิดง่าย ๆ คือ ระยะเวลาผ่อนควรสัมพันธ์กับประโยชน์ที่ธุรกิจได้รับจากเงินกู้
กู้เพื่อสร้างรายได้ ไม่ใช่แค่เพิ่มเงินสดในบัญชี
การมีเงินสดเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อ อาจทำให้เจ้าของธุรกิจรู้สึกว่าธุรกิจคล่องตัวขึ้น แต่หากเงินนั้นไม่ได้ถูกนำไปใช้สร้างรายได้ ลดต้นทุน หรือแก้ปัญหาหนี้เดิมอย่างเป็นระบบ ก็อาจกลายเป็นเพียงการเลื่อนปัญหากระแสเงินสดออกไป
ก่อนกู้เงินทำธุรกิจ ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
- เงินก้อนนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร
- จะช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจตรงไหน
- จะช่วยให้ธุรกิจรับออเดอร์เพิ่มได้หรือไม่
- จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจากหนี้เดิมหรือไม่
- จะทำให้ธุรกิจมีเงินหมุนพอในช่วงที่รายรับยังไม่เข้าได้หรือไม่
ถ้าตอบไม่ได้ชัดเจน เราอาจจะต้องลองทบทวนวงเงินหรือแผนการใช้เงินอีกครั้ง
อย่ากู้จนเงินสดสำรองหายไปกับค่างวด
ธุรกิจควรมีเงินสดสำรองไว้รองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ยอดขายลดลง ลูกค้าจ่ายเงินช้า ต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือมีค่าใช้จ่ายเร่งด่วน หากค่างวดสินเชื่อกินสัดส่วนเงินสดมากเกินไป ธุรกิจอาจไม่มีพื้นที่ให้หายใจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
แนวทางที่ควรทำคือ วางแผนให้หลังจ่ายค่างวดแล้ว ธุรกิจยังมีเงินเหลือพอสำหรับค่าใช้จ่ายหลัก เช่น ค่าแรง ค่าเช่า ค่าสินค้า ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง และเงินสำรองอย่างน้อยบางส่วน
การกู้เงินที่ดีจึงไม่ใช่การกู้ให้ได้มากที่สุด แต่คือการกู้ในระดับที่ธุรกิจยังเดินต่อได้อย่างมั่นคง
ถ้ามีหนี้หลายก้อน ควรมองภาพรวมก่อนกู้เพิ่ม
เจ้าของธุรกิจบางรายมีหนี้หลายแหล่ง เช่น หนี้ธุรกิจ หนี้ส่วนตัวที่นำมาใช้ในกิจการ หนี้ระยะสั้น หรือภาระจ่ายหลายรอบต่อเดือน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือแม้ยอดหนี้แต่ละก้อนอาจไม่สูงมาก แต่เมื่อรวมกันแล้วทำให้กระแสเงินสดตึง
ในกรณีนี้ การกู้เพิ่มอาจไม่ใช่คำตอบแรกเสมอไป เจ้าของธุรกิจควรพิจารณาว่าสามารถรีไฟแนนซ์หรือรวมหนี้ให้บริหารง่ายขึ้นได้หรือไม่ เพื่อให้เห็นภาระหนี้เป็นระบบ ลดความซับซ้อนของการจ่าย และวางแผนกระแสเงินสดได้ชัดเจนกว่าเดิม
ใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เป็นเครื่องมือทางการเงิน
สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีที่ดิน บ้าน อาคารพาณิชย์ สำนักงาน หรืออสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว แต่ไม่อยากขายทรัพย์ การใช้ทรัพย์เป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อธุรกิจอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มสภาพคล่อง
แนวคิด มีที่มีทุน TISCO เหมาะกับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นเงินทุน โดยไม่จำเป็นต้องขายทรัพย์ออกไปทันที ทั้งนี้ เจ้าของธุรกิจควรพิจารณาวงเงิน ระยะเวลาผ่อน อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม เงื่อนไขอื่น ๆ ของสินเชื่อและความสามารถในการชำระคืนอย่างรอบคอบ
จากข้อมูลบริการสินเชื่อโฉนดแลกเงินเพื่อธุรกิจของ TISCO จุดเด่นคือสามารถใช้ที่ดินเปล่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้าน หรือคอนโดมิเนียมเป็นหลักประกัน โดยมีวงเงินกู้สูงสุดถึง 30 ล้านบาท และผ่อนชำระได้นานสูงสุด 120 เดือน ตามเงื่อนไขของธนาคาร
เช็กลิสต์ก่อนกู้เงินทำธุรกิจ
ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อ เจ้าของธุรกิจควรเช็ก 7 ข้อนี้
- รู้ชัดว่าเงินกู้จะนำไปใช้ทำอะไร
- คำนวณรายรับ รายจ่าย และกำไรสุทธิแล้ว
- ประเมินค่างวดที่ธุรกิจจ่ายไหวจริง
- มีเงินสดสำรองหลังจ่ายค่างวด
- ตรวจสอบภาระหนี้เดิมทั้งหมด
- เปรียบเทียบดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขสำคัญ
- มีแผนสำรองหากยอดขายต่ำกว่าคาด
กู้เงินทำธุรกิจให้ดี ต้องไม่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง
การกู้เงินทำธุรกิจไม่ใช่แค่การหาเงินก้อนมาเติมบัญชี แต่คือการวางแผนทางการเงินให้ธุรกิจเดินต่อได้อย่างมั่นคง เจ้าของธุรกิจควรเริ่มจากการประเมินวัตถุประสงค์การใช้เงิน คำนวณกระแสเงินสด ดูภาระหนี้เดิม และเลือกสินเชื่อที่เหมาะกับรูปแบบธุรกิจนั้นเอง
หากคุณมีที่ดิน บ้าน อาคารพาณิชย์ สำนักงาน หรืออสังหาริมทรัพย์ และต้องการเงินทุนเพื่อหมุนเวียนกิจการ ขยายธุรกิจ รีไฟแนนซ์ หรือรวมหนี้ สามารถศึกษารายละเอียด SME มีที่ มีทุน TISCO หรือสินเชื่อโฉนดแลกเงินเพื่อธุรกิจ เพื่อใช้เป็นอีกทางเลือกในการบริหารเงินทุนได้ ปรึกษา TISCO
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
เงื่อนไขสินเชื่อและการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด
มีที่ มีทุน
ผู้ประกอบการที่ต้องการขอสินเชื่อโฉนดเพื่อธุรกิจ มีที่ มีทุน ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่














