ในปี 2026 นี้ ถือว่าเป็นปีที่สดใสของทั้งตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง +24% และ +12% ตามลำดับ ทำให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจมีคำถามขึ้นมาว่า ตลาดหุ้นขึ้นมาเยอะไปแล้วหรือยัง
ตัวชี้วัดความถูก-แพงของหุ้นที่เราคุ้นเคยกันดีนั้นคือ อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไร หรือ P/E Ratio (Price-to-Earnings Ratio) แต่บทความนี้จะพาไปรู้จักเครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์นักลงทุนได้ในอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นคือ Earnings Yield Gap (EYG) ซึ่งช่วยเปรียบเทียบความน่าดึงดูดใจระหว่าง การลงทุนในหุ้น กับ การถือพันธบัตรรัฐบาล
โดยปกติแล้ว ตลาดหุ้นมีความผันผวนและความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตร ดังนั้น นักลงทุนจึงคาดหวังว่าการถือหุ้นควรให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล นั่นคือ มีผลตอบแทนส่วนเพิ่ม หรือ Gap เพิ่มขึ้นบนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่า หาก Gap ดังกล่าวมีค่าที่สูง จะตีความได้ว่าตลาดหุ้นนั้นมี Valuation ที่ถูกและมีผลตอบแทนจูงใจพอที่จะลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม ในทางกลับกันหาก Gap ดังกล่าวมีค่าน้อย หมายความว่าตลาดหุ้นดังกล่าวมี Valuation ที่แพง ให้ผลตอบแทนที่ไม่น่าสนใจ
ยกตัวอย่างในกรณีของตลาดหุ้นไทย พบว่า พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปัจจุบันให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย หรือ Yield ต่อปีอยู่ที่ 2.3% ขณะที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย ซึ่งคิดจากส่วนกลับของอัตราส่วน P/E ที่สมมติว่าบริษัทในตลาดหุ้นนำกำไรทั้งหมดในหนึ่งปีมาคืนให้นักลงทุน ซึ่งจะเรียกตัวเลขนี้ว่า Earnings Yield จะได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.0% ทำให้ได้ตัวเลข Earnings Yield Gap (“EYG”) สำหรับตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 4.7% ซึ่งถือเป็น Gap ตัวเลขที่สูงกว่าตลาดหุ้นในหลายประเทศ ดังนั้น ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะไม่ได้ถูกมากในเชิง P/E ที่ราว 15 เท่า แต่หากเทียบกับดอกเบี้ยในประเทศที่ค่อนข้างต่ำ ถือว่าหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนที่สูงโดยปรียบเทียบ
ขณะที่ในกรณีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นั่นค่อนข้างน่าสนใจ โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปัจจุบันให้ Yield อยู่ที่ 5.2% ขณะที่ผลตอบแทนจากกำไรของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านดัชนี S&P500 ที่ปัจจุบันมีอัตราส่วน P/E ที่ค่อนข้างสูงถึง 25 เท่า จะได้ผลตอบแทนในปีนี้อยู่ที่เพียง 4.0% ทำให้ได้ตัวเลข EYG สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นค่าติดลบอยู่ที่ -1.2%
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านน่าจะมีคำถามว่า ทำไม EYG ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ติดลบ แต่นักลงทุนทั่วโลกยังกล้าซื้อ? คำตอบนั้นเป็นเพราะว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อัดแน่นไปด้วยบริษัทนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI ที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสูงต่อเนื่อง นักลงทุนจึงยอมจ่ายแพงล่วงหน้าเพื่อแลกกับการเติบโตในอนาคต โดยมีการคาดการณ์ว่าหากบริษัทในดัชนี S&P500 ยังคงรักษาระดับการเติบโตของผลกำไรเฉลี่ยต่อปีได้ที่ระดับ 20% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ค่าอัตราส่วน P/E จะกลับลงมาเท่ากับตลาดหุ้นไทยได้ และทำให้ EYG กลับมาเป็นบวกได้ ทว่าในระยะสั้น ตัวเลขที่ติดลบนั้นบอกกับเราว่า นักลงทุนในตลาดมีความคาดหวังสูงต่อการเติบโตของผลกำไร นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยอาจพิจารณาสินทรัพย์เสี่ยงน้อยเป็นทางเลือก หรือรอให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานลงมา เพื่อให้ราคาที่จะซื้อลงทุนมีความน่าสนใจมากขึ้น
ขณะที่สำหรับตลาดหุ้นไทย การที่มี EYG กว้าง บ่งบอกถึงระดับราคาที่ถูกและเงินปันผลที่น่าจูงใจ แต่ความท้าทายคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นที่ค่อนข้างทรงตัว จึงเหมาะกับกลยุทธ์ตั้งรับและเน้นกระแสเงินสด โดยหุ้นที่น่าสนใจจะเป็นกลุ่มที่คาดการณ์กำไรและเงินปันผลได้ชัดเจน ซึ่งจะอยู่ในหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่เป็นหลัก
ท้ายสุดนี้ EYG เป็นเพียงหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยประเมินความน่าสนใจของตลาดหุ้น แต่ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นคือ แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้น แม้ว่า EYG ที่สูงจะบ่งบอกถึงระดับราคาหุ้นที่ถูก แต่หากทิศทางผลประกอบการบริษัทกำลังจะเป็นขาลง ราคาหุ้นก็พร้อมที่จะปรับตัวลงได้ ในทางกลับกัน EYG ที่แคบก็จะช่วยบอกเราว่า แม้ว่าการเติบโตของบริษัทยังคงดีอยู่ แต่ระดับราคาที่จะลงทุนในระยะยาวอาจไม่น่าสนใจก็เป็นไปได้ และอาจมีสินทรัพย์อื่นเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจกว่า















