สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ-อิสราเอล ยังคงยืดเยื้อเป็นเวลามากกว่าสามเดือนแล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลก รวมถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องนั้น ยังคงไม่สามารถกลับไปอยู่ในจุดก่อนเกิดสงครามได้ การปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่สูงขึ้นกำลังส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในรอบนี้
จากผลสืบเนื่องในประเด็นนี้ต่อผู้กำหนดนโยบายในระดับประเทศ หลังจากที่ธนาคารกลางหลักหลายแห่งได้ผ่านช่วงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย (Easing Cycle) ในช่วงปลายปี 2024 ถึงปี 2025 พบว่าในช่วงหลังมานี้เริ่มมีธนาคารกลางบางแห่งเริ่มออกมาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง อาทิ ธนาคารกลางออสเตรเลีย หลังจากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลาง รวมถึงธนาคารกลางอินโดนีเซียที่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินรูเปียห์ไม่ให้อ่อนค่าลง จากการขาดดุลทางการคลังและทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลง รวมถึงป้องกันเงินทุนไหลออก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการนโยบายการแทรกแทรงกลไลตลาดภายใต้สถาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ยังมีกรณีการขึ้นดอกเบี้ยของศรีลังกาหลังจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
ในส่วนของธนาคารกลางอื่นที่เคยพูดถึงโอกาสในการลดดอกเบี้ย ก็เริ่มมีท่าทีที่จะหยุดการลงของดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน อาทิ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยของเราเองก็เช่นกัน โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งเผชิญหน้ากับปัญหาเงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนค่า และ/หรือมีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันดิบ จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพทางมหภาคไว้ ขณะที่กลุ่มประเทศซึ่งภาวะเศรษฐกิจและฐานะทางการเงินยังคงแข็งแรงอยู่นั้น มีความสามาถที่จะเลือกรอดูสถานการณ์ไปก่อนได้
โดยสรุปแล้ว ความไม่ลงรอยกันอิหร่านและสหรัฐฯ-อิสราเอล ถือเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลสำคัญต่อการกำหนดทิงทางนโยบายดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การเจรจาเพื่อหาข้อยุติอิหร่านและสหรัฐฯ-อิสราเอล ถือว่าทำได้ช้ากว่าที่ตลาดประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้ ในกรณีที่สถานการณ์ลากยาวไปนานกว่านี้ นั่นอาจทำให้วงจรดอกเบี้ยขาขึ้นกลับมาอีกครั้ง ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นแน่นอนว่าจะทำให้ภาพการลงทุนมีความท้าทายขึ้นหลังจากนี้ นักลงทุนอาจพิจารณาการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงขึ้นภายใต้ภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง มีกระแสเงินสดรับที่ยังสามารถส่งผ่านหรือเอาชนะเงินเฟ้อได้ หนี้สินต่ำและฐานะทางการเงินที่แข็งแรง ไม่ว่าจะในระดับของบริษัทหรือระดับประเทศก็ดี เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น












