ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ-อิสราเอลที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน กลับพบว่าสินทรัพย์ที่ตลาดเชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe haven) โดยเฉพาะทองคำ มีราคาปรับตัวลดลงอย่างมากหลังจากที่เกิดสงครามขึ้น โดยราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงเดือนมี.ค. ปรับลดจากระดับก่อนสงครามที่ 5,300 เหรียญฯ ต่อออนซ์ ลงมามากกว่า 10% เหลืออยู่ที่ระดับราว 4,700 เหรียญฯ ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือน ขณะที่ราคาทองคำไทยปรับลดลงอย่างมีนัยฯ เช่นกัน จากระดับ 80,000 บาทในช่วงต้นเดือน ลงมามากกว่า 10% ซื้อขายอยู่ที่ระดับราว 71,000 บาท
ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่คุณ Donald Trump เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนม.ค. 2025 ซึ่งในเวลานั้นราคาทองคำโลกและราคาทองคำไทยยังซื้อขายอยู่ที่ระดับเพียง 2,600 เหรียญฯ ต่อออนซ์ และ 40,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมาทองคำได้ปัจจัยสนับสนุนในเรื่องของความต้องการในการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่างๆ นำโดยความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ หลังจากมีการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (Reciprocal tariff) กับประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมถึงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศในหลายประเด็นที่เกิดขึ้นโดยสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความกังวลดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ยังสามารถบริหารจัดการได้ โดยภาพเศรษฐกิจโลกยังคงเดินหน้าได้ต่อจากการปรับตัวในด้านต่างๆ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งยังคงอยู่ในเงื่อนไขของการผ่อนคลาย กล่าวคือ ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่นโยบายการคลังยังมีพื้นที่ในการก่อหนี้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนรวมถึงธนาคารกลางหลายแห่งกระจายความเสี่ยงออกจากการถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทองคำเป็นตัวเลือกหลักในการถือครองแทนที่ดอลลาร์ฯ
อย่างไรก็ตามสำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดนี้อาจแตกต่างออกไปจากช่วงที่ผ่านมา กล่าวคือ การเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจดูมีความเสี่ยงขาลงเพิ่มมากขึ้น จากสาเหตุของการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันหลังจากการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานให้เกิดการชะงักงัน และอาจส่งผลต่อเนื่องต่อดุลการค้าและทุนสำรองระหว่างประเทศของหลายประเทศ นอกจากนี้ ด้วยความเสี่ยงเรื่องของเงินเฟ้อในอนาคตทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องทบทวนการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน หรืออาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ด้วยเงื่อนไขโดยภาพรวมดังกล่าว ทำให้สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจคาดว่าจะลดลงในระยะข้างหน้า ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดสภาพคล่อง และไม่มีดอกเบี้ยรับหรือเงินปันผล จึงถูกขายออกมาเพื่อสร้างสภาพคล่องขึ้นมา เนื่องจากสภาพคล่องเป็นสิ่งจำเป็นภายใต้ภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง
โดยสรุปแล้ว ราคาทองคำสามารถปรับตัวลดลงได้จากปัจจัยด้านสงครามที่มีโอกาสนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากรอบก่อนหน้านี้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับระยะเวลาของสงครามในอดีตกับระยะเวลาของวัฏจักรเศรษฐกิจโลกแล้ว ประเด็นดังกล่าวอาจเป็นเพียงระยะสั้น โดยเฉพาะหากนักลงทุนมีมุมมองการลงทุนในระยะยาวมากเพียงพอ เพราะในที่สุดสถานการณ์ดังกล่าวจะมีทางออกเกิดขึ้นเหมือนเช่นในอดีต โดยทองคำยังคงสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศได้ อย่างไรก็ตามในระยะสั้นจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ปัจจุบันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของเงินดอลลาร์ฯ หลังจากสงครามครั้งนี้












