ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านไป ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ จนถึงขณะนี้ การโจมตีครอบคลุมหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเตหะรานและฐานทัพของอิหร่านทั่วประเทศ และมีการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนหลายระลอกจากฝั่งอิหร่านไปยังอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินจึงเกิดขึ้น ในระยะสั้น ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 25% สืบเนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกถูกปิดล้อมบางส่วน ทำให้ภาคพลังงานและต้นทุนการขนส่งทั่วโลกเผชิญแรงกดดันทันที ภาวะความเสี่ยงสูงยังทำให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน และกดดันรายจ่ายภาครัฐในการเสริมความมั่นคง ตลอดจนกระทบเสถียรภาพทางการเงินจากความตึงเครียดที่ขยายวงกว้าง ขณะที่ในระยะยาว เศรษฐกิจโลกอาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ หากสถานการณ์ขยายตัวเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่หรือสงครามภูมิภาค ซึ่งอาจกระทบโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน เงินเฟ้อ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในหลายประเทศทั่วโลก
ในมุมมองของนักลงทุน การลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง (risk assets) แบบเชิงกลยุทธ์ชั่วคราว (tactical de-risking) เป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันพอร์ตลงทุนจากความผันผวนที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเนื่องจากยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด หรือมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยอาจเพิ่มสินทรัพย์ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้ตามเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและลดความผันผวนได้ เช่น ทองคำ หรือหุ้นกลุ่มบริษัทพลังงาน ซึ่งมีแนวโน้มได้ประโยชน์จากสถานการณ์ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และคอยพิจารณาถึงแนวโน้มการขยายวงกว้างของสถานการณ์ เช่น หากมีประเทศอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น หรือสถานการณ์ลุกลามในวงกว้างขึ้น นักลงทุนก็ควรที่จะลดความเสี่ยงลงเพิ่มเติม












