TH EN

ลงทุนอย่างไรเมื่อหุ้น New High จัดพอร์ต 3 ขั้นตอนอย่างง่ายสไตล์มืออาชีพ

                            

โพสต์เมื่อ 25 มกราคม 2561 | โดย คุณณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Wealth Manager

ผ่านมาเพียงไม่ถึง 1 เดือนหลังจากเปิดปีใหม่ ตลาดหุ้นไทยก็ไปทำสถิติจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เปิดตั้งตลาดหุ้นมาในปี 2518 หรือในรอบ 43 ปี ไปทะลุ 1,800 จุดไปเรียบร้อย หลายๆ คนก็เริ่มกังวลว่าจะลงทุนอย่างไร เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกก็ปรับตัวขึ้นมาจนทำให้หุ้นเริ่มมีมูลค่าที่สูง การลงทุนก็เริ่มยากมากขึ้นตามความเสี่ยงที่ตลาดอาจจะปรับตัวลงได้

วันนี้ผมขอแนะนำวิธีการจัดพอร์ตที่ดี และเป็นที่นิยมวิธีหนึ่ง ที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนได้ คือ ดูพอร์ตการลงทุนของเราให้เป็นพอร์ตรวมทั้งตราสารทุน และตราสารหนี้ แล้วบริหารจัดการพอร์ตให้มีการกระจายการลงทุนที่ดีที่เรารับความเสี่ยงได้ครับ

ซึ่งประโยชน์ของการจัดพอร์ตการลงทุนนอกจากช่วยลดความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยให้นักลงทุนไม่หวั่นไหวเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลง หากเรามีการจัดสัดส่วนการลงทุนอย่างเหมาะสมแล้ว ราคาของหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลงจะไม่กระทบกับพอร์ตมากนัก

ในขณะที่ถ้าเรากังวลแล้วขายหุ้นหมดทั้งพอร์ตมาถือเงินสดเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นการทำให้เสียโอกาสการลงทุน และจะได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำจากดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่อยู่เพียง 1.5% นอกจากนั้นการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมยังช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนที่จะได้รับและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนได้ด้วย

 

ซึ่งวิธีการจัดพอร์ตลงทุนอย่างง่ายแบบมืออาชีพมี 3 ขั้นตอน ดังนี้

  1. ตรวจสอบว่าสัดส่วนการลงทุนของเราสอดคล้องกับผลตอบแทนที่คาดหวังและความเสี่ยงที่เรารับได้หรือไม่ เช่น ถ้ารับความเสี่ยงได้ปานกลาง และต้องการผลตอบแทนประมาณ 5-7% ต่อปี ให้จัดพอร์ตในสัดส่วนหุ้น 50% และ ตราสารหนี้ 50% เป็นต้น โดยเงินที่เราลงทุนในส่วนนี้ควรเป็นเงินลงทุนระยะยาวได้ คือ มีการแยกเงินที่ใช้สำหรับเป็นค่าใช้จ่าย และเงินที่ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉินออกไปก่อน

  2. ถ้าเราจัดสัดส่วนการลงทุนได้เหมาะสมแล้ว เช่น มีสัดส่วนการลงทุนหุ้น 50% และ ตราสารหนี้ 50% เมื่อหุ้นมีการปรับตัวลงให้ใช้การปรับปรุงกลุ่มหลักทรัพย์ (Rebalancing Portfolio) โดยการขายตราสารหนี้ออกไป และซื้อหุ้นเพิ่มแทน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอีกคือ สมมติราคาหุ้นที่เราลงทุนปรับลดลงมา 20% สัดส่วนพอร์ตจะกลายเป็นหุ้น 40% และตราสารหนี้ 50% ก็ให้ขายตราสารหนี้มาซื้อหุ้น เพื่อทำให้พอร์ตมีสัดส่วนหุ้นและตราสารหนี้อย่างละ 50% เหมือนเดิม ซึ่งถ้าหุ้นปรับตัวขึ้นมาที่จุดเดิมอีกครั้งหนี่ง (หุ้นขึ้น 25%) พอร์ตการลงทุนของเราจะมีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับพอร์ตการลงทุนก่อนหุ้นจะปรับตัวลง

  3. สำหรับวิธีการคัดเลือกหุ้นว่าจะเลือกบริษัทใด หรือขายหุ้นบริษัทใดออกไปนั้น แนะนำให้ปรับพอร์ตโดยขายหุ้นที่มีพื้นฐานไม่ดีหรือมีมูลค่า (Valuation) ที่สูงไปมากแล้วออกไป และเลือกซื้อหุ้นที่พื้นฐานดีหรือดัชนีหุ้นของประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจดี และมีโอกาสปรับขึ้น (Upside) มากกว่าเข้ามาแทน เช่น หุ้นกลุ่มการเงินของตลาดสหรัฐฯ ที่มี Forward P/E ประมาณ 14.6 เท่าซึ่งนับว่ายังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับในอดีต และยังถูกกว่าดัชนี S&P500 โดยจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ที่คาดว่าปีนี้ Fed น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 3-4 ครั้ง

ทั้งนี้ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ธนาคารมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น และจากกฎหมายปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดี Trumpo ที่ปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงจาก 35% เป็น 21% จะเป็นผลบวกต่อกำไรของกลุ่มสถาบันการเงิน เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มนี้เสียภาษีเฉลี่ยในอัตรา 28% เป็นต้น   การคัดเลือกหุ้นในพอร์ตแบบนี้ เมื่อหุ้นขึ้นจะช่วยให้พอร์ตของเรามีโอกาสเติบโตได้สูงกว่าหุ้นที่มี Upside น้อยกว่า

 

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่ใช้ในการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เรารับได้ ซึ่งจะทำให้เราลงทุนได้อย่างสบายใจ และได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนในหุ้น ถ้าเราไม่มีเวลาหรือศึกษาที่มากพอ เราก็อาจจะซื้อเป็นกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกว่ามาบริหารให้แทนเราครับ

© สงวนลิขสิทธิ์ 2561 ธนาคารทิสโก้ จำกัด มหาชน