TH EN

5 อันดับหุ้นไทยราคาสูงสุด ถูกหรือแพงร่อนตะแกรงอย่างไร?

                            

โพสต์เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2561 | โดย คุณศิวกร ทองหล่อ AFPT™ Wealth Manager

ตลาดหุ้นไทยไตรมาสแรกปี 2561 ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างสวยงาม โดยจะเห็นได้จากดัชนีที่พยายามทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1,800 จุด ขณะเดียวกันการซื้อขายก็ถือว่าคึกคัก ทำให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (1 ม.ค. - 23 ก.พ. 2561) สูงถึง 70,782.96 ล้านบาท หนาแน่นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ยราว 53,666.98 ล้านบาท จนสะท้อนไปถึงราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่งให้ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตามในบรรดาหุ้นทั้งหมด พบว่ามี 5 บริษัท ที่ครองตำแหน่ง “หุ้นราคาสูงสุด”

 

จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (1 ม.ค. - 23 ก.พ. 2561) บริษัทที่มีราคาหุ้นสูงสุดในตลาด 5 บริษัท ได้แก่

  1. บมจ. โรงพยาบาลรามคำแหง (RAM)
  2. บมจ. โอเอชทีแอล (OHTL)
  3. บมจ. ปตท. (PTT)
  4. บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
  5. บมจ. กันยงอีเลคทริก (KYE)

 

ส่อง 5 หุ้นไฮเอนด์

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ (ณ วันที่ 26 ก.พ.2561) ระบุว่า หุ้นที่มีราคาสูง 5 อันดับแรกนั้น จะมีลักษณะคล้ายกันดังนี้

  1. มีมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) สูงถึง 10.00 บาท ได้แก่ RAM-OHTL-KYE และ PTT (PTT มีข่าวในช่วงที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมีมติอนุมัติให้แตกพาร์เหลือ 1.00 บาท จากเดิม 10.00 บาท ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะมีความชัดเจนในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 ในวันที่ 12 เม.ย. 2561)

  2. มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่มากนัก เช่น RAM-OHTL-KYE ซึ่งมีผู้ถือหุ้นรายย่อยในแต่ละบริษัท ไม่เกิน 2,000 คน ทำให้การซื้อขายบนกระดานในแต่ละวันมีไม่มากนัก หรือไม่มีการซื้อขายเลยในบางวัน อย่างไรก็ตามทุกบจ.ยังคงทำตามเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดได้ คือ บจ. ต้องมีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่า 150 ราย และถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า15% ของทุนชำระแล้ว

  3. กำไรสุทธิดีต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2557 - 2560) ทั้ง 5 บจ. สามารถสร้างกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง และบางบริษัทมีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนที่สูงตั้งแต่ประมาณ 3 - 6% ได้แก่ SCC-PTT-KYE

 

กลยุทธ์วิเคราะห์ราคาหุ้น

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล Senior Strategist, Research บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า บจ. ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างสูงนั้น โดยทั่วไปมักทำธุรกิจมาเป็นเวลานานแล้ว มีจุดแข็งเป็นของตัวเอง และมีเป้าหมายในการทำธุรกิจที่ชัดเจน จึงทำให้บางบริษัทไม่สนใจในเรื่องการแตกพาร์ เพื่อเสริมสภาพคล่อง หรือบริหารให้ราคาหุ้นลดลง เหมือนบจ.อื่นๆ ในตลาด

 

อย่างไรก็ตามการจะวิเคราะห์ว่าราคาหุ้นของ บจ. บริษัทใดมีราคาสูงเกินไปหรือไม่นั้น ควรประเมินจากปัจจัยอื่นประกอบด้วย ตัวอย่างเช่น

  1. ราคาตามมูลค่าทางบัญชี (P / BV) โดย P / BV ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1 หมายถึง นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้ที่มูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัท
  2. อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) ซึ่งปัจจุบันอัตราการจ่ายเงินปันผลของบจ. ในตลาดหลักทรัพย์เฉลี่ยอยู่ที่ 3% ดังนั้นหากหุ้นของบริษัทใดให้ผลตอบแทนในระดับดังกล่าว หรือมากกว่าก็ถือได้ว่ามีความน่าสนใจ

 

“ราคา” หุ้น อาจไม่ใช่จุดวัดความถูกหรือแพงเสมอไป นักลงทุนควรวิเคราะห์ โดยใช้หลายปัจจัยเพื่อที่จะได้ช่วยร่อนตะแกรง แยกแยะหุ้นที่น่าสนใจออกมาได้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะในเวลานี้ ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนสูง

© สงวนลิขสิทธิ์ 2561 ธนาคารทิสโก้ จำกัด มหาชน