TH EN

ตลาดหุ้นขาลง หรือแค่ปรับฐาน?

                            

โพสต์เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2561 | โดย ทีมจัดการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า Flash Crash นำโดยดัชนี Dow Jones และ S&P500 ปรับลดลงมากว่า 10% จากจุดสูงสุด ภายในเวลาแค่ 1 อาทิตย์ เช่นเดียวกับดัชนีหุ้นไทยที่ปรับลดลงมาเกือบ 4% จากจุดสูงสุด การที่ดัชนีหุ้นปรับขึ้นหรือลงนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่รอบนี้การปรับตัวค่อนข้างรุนแรงและเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก และในดีกรีความผันผวนที่มากนำมาซึ่งความกังวลต่อนักลงทุนไม่น้อย

 

คำถามคือ การที่ดัชนีปรับลดลงแรงเช่นนี้ ส่งสัญญาณว่าตลาดหุ้นกำลังจะเป็นขาลงหรือไม่ หรือเป็นแค่การปรับฐานชั่วคราวสามารถตรวจสอบจากปัจจัยบ่งชี้ ดังนี้

  1. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Manufacturing Index : PMI) ดัชนีนี้เป็น Leading Indicator ในการทำนายการขยายตัวของเศรษฐกิจ หากดัชนีสูงกว่า 50 หมายถึงเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขยายตัว หากต่ำกว่า 50 หมายถึงเศรษฐกิจอยู่ในช่วงหดตัว จากข้อมูล Global PMI ล่าสุดประจำเดือนมกราคม 2018 พบว่าดัชนีขึ้นมาแตะที่ระดับ 54.4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014 ขณะที่ดัชนี US ISM (เหมือนกับ PMI) ของสหรัฐฯ ออกมาสูงถึง 59.1 ตอกย้ำว่า เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ดังนั้น จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นเป็นขาลง

  2. ทิศทางของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการปรับขึ้นดอกเบี้ย เพราะหากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และมีทิศทางที่จะสูงมากเกินไป ธนาคารกลางจะดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวโดยปรับดอกเบี้ยนโยบายให้เร็วและแรงขึ้น แต่ในปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้จะมีแนวโน้มปรับขึ้น แต่ก็ไม่รุนแรงจนทำให้ธนาคารกลางต้องเร่งปรับดอกเบี้ยขึ้นมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ปัจจุบันตัวเลข Core CPI ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.8% ยังคงเป็นระดับที่เท่ากับช่วงปี 2013 ส่วนอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทย Core CPI เดือนมกราคม ปรับขึ้นเพียง 0.58% YoY และ Headline CPI อยู่ที่ 0.68% YoY จึงไม่มีความจำเป็นในการปรับดอกเบี้ยขึ้น ดังนั้น ปัจจัยนี้จึงยังไม่เป็นเหตุปัจจัยให้ตลาดหุ้นเป็นขาลง

  3. ทิศทางของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการปรับขึ้นดอกเบี้ย เพราะหากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และมีทิศทางที่จะสูงมากเกินไป ธนาคารกลางจะดำเนินนโยบายการเงินตึงตัว โดยปรับดอกเบี้ยนโยบายให้เร็ว และแรงขึ้น แต่ในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้จะมีแนวโน้มปรับขึ้น แต่ก็ไม่รุนแรงจนทำให้ธนาคารกลางต้องเร่งปรับดอกเบี้ยขึ้นมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ปัจจุบันตัวเลข Core CPI ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.8% ยังคงเป็นระดับที่เท่ากับช่วงปี 2013 ส่วนอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทย Core CPI เดือนมกราคม ปรับขึ้นเพียง 0.58% YoY และ Headline CPI อยู่ที่ 0.68% YoY จึงไม่มีความจำเป็นในการปรับดอกเบี้ยขึ้น ดังนั้นปัจจัยนี้จึงยังไม่เป็นเหตุปัจจัยให้ตลาดหุ้นเป็นขาลง

  4. Inverted Yield Curve (2-10 Yr. Spread) เป็นการใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี มาลบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี หากออกมาเป็นผลตอบแทนติดลบ จะเป็นสัญญานบ่งชี้ว่า อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในอนาคต ซึ่ง 2-10 Yr. Spread ของสหรัฐฯ ในขณะนี้อยู่ที่ 0.7% ยังห่างไกลจากระดับอันตรายอยู่มาก

 

ดังนั้น การปรับลดลงของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกในรอบนี้ จึงสรุปได้ว่าเป็นเพียงการ “ปรับฐานชั่วคราว” เท่านั้น แต่ในปีนี้ตลาดหุ้นจะมีความผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา สาเหตุจากการทยอยปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางหลัก 3 แห่งของโลก (สหรัฐฯ, ยุโรป และญี่ปุ่น) และตัวเลขเงินเฟ้อที่จะเข้ามากระทบเป็นบางจังหวะ อย่างไรก็ตาม

© สงวนลิขสิทธิ์ 2561 ธนาคารทิสโก้ จำกัด มหาชน